‘Ugly Dough’ We Bakes the New Yummy Standard

Published by

on

การทักทายเกิดขึ้นทันทีที่ประตูกระจกกรอบแดงเปิด ไม่ใช่ทางวาจาเพราะทั้ง 3 กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมร้าน แต่เป็นกลิ่นขนมปังอบใหม่หอมกรุ่นโชยมาแตะไหล่เบา ๆ คล้ายทักทายว่า “หอมล่ะสิ อยากกินฉันไหมล่ะ”

Ugly Dough คือการผนึกกำลังของคนเท่สามคน ต่างฝ่ายมีอาชีพและทักษะที่ไม่ค่อยสอดคล้องกันนัก แต่เมื่อร่วมแรงร่วมใจกันผ่านร้านเปิดใหม่แห่งนี้ เรียกได้ว่าลงตัวอย่างน่าประทับใจ สมาชิกทั้ง 3 ได้แก่ “พี่หม่อง เฟิร์น แล้วก็แนน” เธอแนะนำตัวกับเราอีกครั้ง เมื่อลูกค้าช่วงเที่ยงซาลงแล้ว

สมการของส่วนผสมนี้คือ แนน เป็นคนรับผิดชอบเรื่องสูตรอาหารในร้าน สูตรเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นขนมปังหรือคราฟต์โคล่า แนนพัฒนาเรื่อยมาจนมั่นใจว่าอร่อยและแม่นยำที่สุด การันตีความนิ่งของรสชาติด้วยอาชีพนักบัญชี สัดส่วนทุกอย่างไม่มีเรื่องบังเอิญเป็นส่วนประกอบ

ในขณะที่ เฟิร์น ดูแลเรื่องการตกแต่งร้านเป็นหลัก เฟิร์นมีทักษะหลากหลายราวกับมีคนเก่ง 7 คนในเฟิร์นคนเดียว แต่ถ้าต้องเลือกนิยาม เฟิร์นคือเซียนเฟอร์นิเจอร์ แม้ว่า Ugly Dough มีพื้นที่ไม่ใหญ่ แต่การตกแต่งนั้นทำได้ดีเยี่ยมทั้งในแง่ความเท่และการใช้งาน กล่าวคือ ไม่ว่าจะนั่งตรงไหน ร้านนี้ถ่ายภาพสนุกมาก ๆ และในเดียวกันนี่เองสเตชันครัวของทั้ง 3 มีโฟลที่ดี สามารถดำเนินทุกกิจวัตรได้อย่างคล่องแคล่ว

ส่วน หม่อง รับผิดชอบเรื่องหน้าตาอาหารและภาพลักษณ์ต่าง ๆ อาทิ เหล่าอาร์ทเวิร์คทั้งหลาย โดยความถนัดของพี่หม่องก็ใช่ย่อย เธอคนนี้คือสไตลลิสท์อาหารมือฉมัง ภาพถ่ายหรือโฆษณาอาหารที่ชวนหิว นั่นล่ะคือหน้าที่ของเธอ ดังนั้นเมื่อเปิดร้านเองทั้งที หากต้องมีสไตล์คล้ายคนอื่นคงทำใจลำบาก Ugly Dough จึงมีเอกลักษณ์มากกว่าการเป็นร้านอาหาร

เริ่มตั้งแต่ชื่อที่มีความหมายว่า “ขี้เหร่” เฟิร์นเล่าว่าตอนแรกลังเลกับชื่อ Weird Dough ซึ่งแปลว่าประหลาด ที่มาคือ “แนนชอบทำขนมมาให้เพื่อนกิน ซึ่งมีครั้งหนึ่งแนนทำขนมปังมันม่วงออกมา แล้วหน้าตามันน่าเกลียดมาก” ทั้งสามหัวเราะขณะเล่า

“คือรูปทรง สัดส่วนมันไม่ได้เลย มันเกินคำว่ามันม่วง มันเหมือนอุนจิมากกว่า” เฟิร์นหยอกล้อผลงานเพื่อน แต่หารู้ไม่ว่า “แต่พอกินเข้าไปแล้วแม่ง อร่อยสัส !” ตาเฟิร์นเกิดประกายตอนเล่า พร้อมยืนยันว่ากินหมดเกลี้ยง และขนมปังมันม่วงผลงานของเพื่อนนั้นไม่เป็นรองใครแน่นอน เพียงแต่ว่าขนมหรืออาหารจำเป็นต้องสวยตามพิมพ์นิยมหรือเปล่า?

“พอเปิดร้านเองก็อยากทำอะไรที่มันแปลก ๆ ฟอร์มใหม่ ๆ ทุกวันนี้เราเห็นแต่ขนมปังที่มันเพอร์เฟ็ก เลยรู้สึกว่าการไม่สมบูรณ์แบบ มันก็น่ารักได้” หม่องเล่าถึงแนวคิดการดีไซน์ผลงาน ทั้งนี้เธอย้ำว่า ถึงอย่างไรก็ต้องยึดความอร่อยเป็นลำดับแรก วัตถุดิบที่ใช้ต้องคุณภาพสูง เฟิร์นเสริมว่าแท้จริงแล้วอยากให้ดูแปลกกว่านี้อีก แต่ว่าขนมปังบางชนิด พอรูปทรงมันผิด รสชาติมันก็เปลี่ยนไปด้วย อย่างเช่น เบเกิลอยากให้ยาวกว่านี้ แต่พออบจริงเบเกิลกลับแข็งเกินไป

อย่างเค้กก็ไม่ได้ทำฟอร์มที่เป็นเค้กเลเยอร์ที่คุ้นเคย การเสิร์ฟเค้กของที่นี่จะตักเป็นสกู๊ปในลักษณะคล้ายการตักไอศกรีม (ดังรูป GIF ดุ๊กดิ๊กด้านบน) ซึ่งเสิร์ฟแบบสด ๆ บนโต๊ะของลูกค้ากันเลย อย่างเช่น Mushy Ugly Tiramisu มีส่วนประกอบตามแบบฉบับทีรามิสุทั่วไป เพียงแต่ว่ามาในรูปแบบน่ารัก ย้วย ๆ แต่หนูก็คือเค้กนะ และอร่อยมากด้วย

นอกเหนือจากในแง่ธุรกิจ Ugly Dough ยังรวยไปด้วยแพชชัน อีกแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจคือร้านนี้กำลังนิยามมาตรฐานความงามหรือ Beauty Standard ของอาหารกันใหม่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะงานหลักที่ทำคือทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ “ข้าวต้องเรียงเม็ดสวยเป๊ะ ไข่ทอดออกมาต้องกลม ขนมปังต้องเด้งมันสะดุดตาตามที่ลูกค้าอยากได้” ทั้งหมดที่หม่องว่ามาคือสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นในร้านนี้

งานเชิงพาณิชย์ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่ต้องยอมรับว่ามันสร้างความเครียดได้ ทั้งสามจึงมีความตั้งใจที่จะสนุกกับร้านนี้ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่ ได้ลองอะไรใหม่ ๆ ซึ่งช่วงเตรียมร้านก็ได้ผล ทั้งสามตามใจกันเองสุด ๆ โดยผลลัพธ์ค่อนข้างน่าพอใจ อาหารแต่ละจานที่เสิร์ฟออกไปถูกกินจนเกลี้ยง ขนมปังขายหมดเป็นประจำมีอุดมการณ์ที่ว่าต้องกินขนมปังสดใหม่เท่านั้น) ผู้คน (รวมถึงเพื่อน 4 ขา – ร้านนี้เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยง) ที่มาเยือนต่างเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศที่ดีดังโปสเตอร์ที่ติดไว้ “Come as strangers. Leave as friends”


+ ig : uglyd0ugh
+ โลเคชัน : https://maps.app.goo.gl/axJMcfXUBA1SrZuk8?g_st=ic
+ มีที่จอดรถหลังร้าน


text and photo : ROTB
/
transcribe : om