‘11 Sage’ Knock for Flowers

Published by

on

“เคยได้ยินมาว่า…” เอยเล่าขณะกำลังจุดใบเสจ “ความรู้สึกของคนจัดดอกไม้สามารถส่งถึงผู้รับผ่านดอกไม้ได้ เพราะมันทั้งอ่อนไหวและเป็นธรรมชาติ ดอกไม้จึงซึมซับพลังงานจากอารมณ์ของเรา หากเศร้าหรือโกรธตอนจัด ผู้รับก็จะเห็นแค่ดอกไม้ แต่ถ้าเรามีความสุข ผู้ที่รับมันไปก็จะมีความสุขเช่นกัน”

กลิ่นใบเสจหอมคลุ้งเข้ากับเสียงเพลงที่เพิ่งเปิด บรรยากาศที่ดีคืออีกหนึ่งวัตถุดิบในการสร้างสรรค์งานศิลป์ใน 11 Sage ร้านดอกไม้ตกแต่งด้วยสีเอิร์ธโทนสะอาดตา แต่เอยบอกว่าพรุ่งนี้จะไม่โล่งแบบนี้แล้ว เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูแห่งความรัก
“ถ้าไม่มู เลข 11 ก็มาจากเลขสาทรซอย 11 ส่วน Sage ก็มาจากสีเขียวที่เราชอบ” เอยหัวเราะก่อนเล่าต่อ “แต่ถ้ามู 11 เลขนางฟ้า (Angel Number) ส่วน Sage คือใบเสจที่ชาวตะวันตกชอบเอามามัด และจุดปัดเป่าไล่พลังลบ” จากนั้นเอยก็ชี้มุมเครื่องหอมของร้าน

เส้นทางของนักจัดดอกไม้ของเอยไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้ อาชีพที่เอยทำนานที่สุดคือแอร์โฮสเตส ประสบการณ์ประมาณ 5 ปีนานมากพอที่จะทำให้เอยคิดถึงทักษะด้านศิลปะที่เธอรักและถนัด จึงมีช่วงปีท้ายของอาชีพบนฟ้าที่เอยหาอะไรทำเพิ่มเติมเมื่อกลับมาสู่ภาคพื้นดิน นักจัดดอกไม้คือตัวเลือกนั้น

“มันเริ่มจากเครียดจากงานหลัก แล้วอยากให้สมองอีกซีกระบายความเครียดออกมา ซึ่งเราชอบงานศิลปะอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ใช้ (ทำงานศิลป์) เลย พอเห็นอะไรสวย ๆ งาม ๆ ก็เลยไปขอสมัครพาร์ทไทม์ ได้ร้านที่ยืดหยุ่นกับเราในเรื่องตารางเวลา เพราะวันหยุดแต่ละเดือดของเราไม่เหมือนกัน”

“คือแทบไม่มีวันหยุดเลย วันหยุดจากการเป็นแอร์ฯ ก็มาให้ดอกไม้ ดูขยันแต่จริง ๆ แล้วเป็นเพราะเครียด ต้องหาทางออก อย่างบางวันบินลงมา นอนได้สามชั่วโมงก็เข้ากะร้านดอกไม้เลย ซึ่งทำแบบนั้นได้ปีเดียวก็ไม่ไหวแล้ว”

ทั้งนี้เอยไม่ได้ทำร้านดอกไม้โดยทันทีที่ออกจากสายการบิน เอยมีประสบการณ์กับการเป็นบาริสต้า เพราะแผนแรกคือการเปิดคาเฟ่ดี ๆ สักร้าน

“คือช่วงที่เป็นแอร์ฯ เวลาไปยุโรป เราชอบคาเฟ่มาก เพราะร้านเท่ คือไม่ได้ดูประดิษฐ์อะไรมาก แต่เท่ ๆ ง่าย ๆ ใช้งานจริง ที่สำคัญคือรสชาติดีมาก ก็เลยอยากมีแบบนี้บ้าง ไปกินที่ไหนก็แงะขนม จดสูตรมาหมดเลยว่าใส่อะไร เผื่อวันใดวันหนึ่ง เราจะเปิดบ้างไหมนะ ก็เลยสมัครไปเป็นพาร์ทไทม์บาริสต้าดีกว่า”

แต่ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดร้านคาเฟ่ในไทยประสบความสำเร็จได้ยากเพราะจำนวนร้านมีเยอะมาก โดยเฉพาะเวลานั้นซึ่งช่วงก่อนโควิด 19 อีกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต่างจากชาวยุโรปที่เขากินกันเป็นชีวิตประจำวัน สุดท้ายแล้วหลังจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน สมุดสูตรลับที่เอยจดไว้จึงต้องพับไปก่อน

แล้วเหตุที่ทำให้ชีวิตมาทางนี้ก็เกิดขึ้นในงานศพของคุณอา “เหตุการณ์ฉุกละหุกมาก อาสะใภ้มาบอกว่าอยากได้คนจัดดอกไม้ที่แจกันในงานศพ ซึ่งเป็นแจกันที่ใหญ่มากอยู่หน้าหีบ แล้วเขาไม่รู้ว่าจะจ้างคนไหน แม่ก็เลยช่วยดัน ‘เอยทำได้ ให้เอยทำสิ’ ซึ่งตอนนั้นไม่ได้จับดอกไม้มาพักใหญ่แล้ว แต่ก็ลองทำดู ซึ่งเขาชอบ ชอบจริง ๆ เขาก็เลยถามว่า ‘อยากจัดเมรุด้วยไหม’”

แม้ว่านี่คืองานใหญ่และเป็นทางการเพราะมีรับเสด็จ แต่ก็ลุล่วงไปได้ด้วยดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเอยกับเพื่อนที่ชวนมาช่วยมีประสบการณ์จัดดอกไม้ตามงานอีเวนท์เป็นประจำ เหนือสิ่งอื่นใด หลังจากหมุดชีวิตจุดนั้น เอยคือนักจัดดอกไม้

“จากนั้นก็ทำต่อ เริ่มจากลงออนไลน์ ปรากฏว่ามีคนชอบ แล้วก็มีออเดอร์เรื่อย ๆ มันพอดีกับช่วงรับปริญญาด้วย ตอนแรกไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องเป็นราวได้ขนาดนี้จนมาเปิดร้านที่นี่ เพราะห้องนี้ว่างอยู่พอดี แล้วจ๋า (WASU Architects) ก็มาทำให้”

เดิมทีห้องนี้เป็นร้านกาแฟมาก่อน การปรับโฉมที่นี่แทบไม่ได้รื้อของเดิมทิ้ง แต่ใช้วิธีกรุผนังไม้ปิดทับไปแทน ส่วนที่ชอบที่สุดคืออกระเบื้องดินเผาแนวตั้งที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบตรงหน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับ ด้านบนของเคาน์เตอร์คือไม้ที่ปิดทับหินอ่อนแท้ ๆ จากเจ้าของเดิม ซึ่งเป็นหินอ่อนเซ็ทเดียวกับที่เผยโฉมอยู่บริเวณอ่างน้ำด้านหลัง ของใช้ที่ได้รับการเอาอกเอาใจที่สุดคือตู้เย็นที่พอดิบพอดีกับชั้น กล่าวคือตู้เย็นไม่ได้มาเติมชั้น แต่ชั้นต่างหากที่โดนตัดขนาดตามตู้เย็น

บริเวณโดยรอบคำนึงถึงการใช้งาน มีตู้ที่คอยเก็บสารพัดอุปกรณ์ ส่วนที่เหลือคือความโล่งปลอดโปร่ง สบายตาโดยที่หารู้ไม่ว่ายามที่ดอกไม้ลงนั้นสุดแสนจะวุ่นวาย

“เวลาร้านมีเวิร์คช็อป มีหลายคนมาก ๆ ที่อยากเปิดร้านดอกไม้ เขาก็มาเรียนรู้กันว่ามันเป็นอย่างไร ภายนอกมักคิดว่าเราดีที่ได้ทำงานกับดอกไม้สวย ๆ ทุกวัน แต่ความจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเพราะเราเตรียมไว้ให้หมดแล้ว มันถึงดูสวยและง่าย”

“แต่กว่าที่มันจะสวยขนาดนี้คือตัดก้าน ดึงใบออก เปลี่ยนน้ำทุกวัน รายละเอียดเยอะมาก พื้นที่เห็นเรียบ ๆ ช่วงที่ดอกไม้มาลงคือเขียวเละไปหมด ช่วงแรกที่ทำ (วันที่ดอกไม้ลง) คนเดียวคือตื่นแปดโมงขึ้นห้องตีสามตลอด จนเรารู้สึกว่าเยอะไม่ไหวแล้วเพราะมันหนักเกินคนเดียว” จากนั้นเอยก็หาผู้ช่วยมาแบ่งเบา และพร้อมกันนี้ก็เข้าโซเชียลมีเดียหาชีวิตของนักจัดดอกไม้ในต่างประเทศ ซึ่งมีชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน

ร้านดอกไม้ 11 Sage มาวันนี้ก็เข้าปีที่ 2 แล้ว เอยบอกกับเราว่าการจัดดอกไม้เหมือนกับทุกอาชีพที่เคยทำคือเป็นงานเซอร์วิส ต่างกันตรงที่ดอกไม้นั้นมีเอกลักษณ์คือความเป็นธรรมชาติ ผู้รับดอกไม้สามารถคุมโทนสีที่อยากได้ แต่หากเจาะจงว่าอยากได้ดอกไหนหรือพันธุ์อะไร อาจไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ในฤดูกาลของเขา แล้วการเลือกดอกไม้ที่แตกต่างมาอยู่ร่วมกันให้สวยบนช่อเดียวกันให้สวยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักจัดดอกไม้ เพราะแม้เพียงดอกเดียวก็มีผลต่ออารมณ์ของทั้งช่อ

“โทนของร้านหากดูบน IG จะไปทางสดใส เพราะเป็นโทนที่ได้รับความนิยมเสมอ แต่ตัวเราเองชอบดอกไม้โทนดาร์ก ๆ หน่อย แต่พอเราจัดทีไรก็ไม่ค่อยมีใครสั่ง ไม่มีใครชอบโทนนั้น แต่พอมีใครสั่ง เราจะดีใจมากเลยนะ อยากใช้สีแดงก่ำหรือม่วงเข้ม แต่โทนนี้จะเฉพาะมาก ๆ”

“เราจัดดอกไม้แบบที่เป็นตัวเอง เพราะรู้ว่าอะไรที่ชอบและอะไรที่ไม่ชอบ คือบางอย่างลองแล้วแต่ก็ไม่ได้ไปทางนั้นอยู่ดี ทรงจะไม่ต่างกัน แต่การเลือกดอกไม้หรือจัดช่อจะต่างกัน อย่างถ้าเห็นแบบที่เราว่าสวย ก็จะกลับมาทำบ้าง แต่จะไม่จัดให้เหมือนกับต้นฉบับแบบเป๊ะ ๆ เราจะเอาโทนที่เราชอบ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปไกลจากตัวเราเท่าไหร่” 

“เราไม่ชอบการจัดที่แน่น แน่นที่ว่าคือเยอะด้วยปริมาณ อย่างการอัดดอกไม้ไปร้อยดอกแล้วเรียงทุกดอกให้เท่ากัน คนที่ชอบแบบนี้ก็มี แต่เราไม่ทำแบบนั้น เราต้องเคลียร์กับลูกค้าก่อน เพราะบางคนก็ไม่ชอบช่อดอกไม้ที่ดูห่าง ๆ กัน ซึ่งร้านเราดอกไม้ต้องไม่เบียดกัน แต่แน่นด้วยเอกลักษณ์ของเขาเอง”

อีกหนึ่งสิ่งที่เอยเรียนรู้คือก่อนดอกไม้มาถึงไม่ใช่เพราะโชคชะตา แต่คือการเอาใจใส่ตั้งแต่เป็นเมล็ดพันธุ์ในดิน ได้รับน้ำ แสงแดด และแร่ธาตุอย่างพอดีจนถึงบรรจุอย่างพิถีพิถัน เอยยกตัวอย่างดอกเบญจมาศ (Spider Chrysanthe) เมื่อแกะตาข่ายที่หุ้มอยู่ออก ดอกไม้ดอกนี้มีหน้าตาไม่ต่างจากตอนอยู่บนดินแม้แต่น้อย การทะนุถนอม ไม่ว่าจะเป็นใครหรืออะไร สร้างผลลัพธ์ที่ดีเสมอ


+ ig : 11sage.studio
+ โลเคชัน : https://maps.app.goo.gl/axJMcfXUBA1SrZuk8?g_st=ic
+ จอดรถในโครงการ Centric Sathorn – St Louis


text and photo : ROTB
design : WASU